|
|
|
ทพ. ธำรง ลิมปนาภา
ทพญ. ณัฐญา ชินพงสานนท์
Dental Design Clinic & Lab
Introduction
การรักษาทางทันตกรรมในปัจจุบัน นอกจากจะช่วยรักษาและบรรเทาผู้ป่วยให้พ้นความเจ็บปวดจากพยาธิสภาพแล้ว ยังต้องบูรณะและแก้ไข
ความสวยงามให้กับผู้ป่วย แม้ว่าจะไม่มีความเจ็บป่วย หรือความผิดปกติในการทำงานแต่อย่างใด ทันตแพทย์บางกลุ่มอาจมองว่าทันตกรรม
เพื่อความสวยงามเป็นการรักษาซึ่งมากเกินความจำเป็นแต่หากมองในด้านของผู้ป่วย เมื่อพวกเขาเหล่านั้นมีรูปลักษณ์ที่พึงพอใจมีรอยยิ้มที่
สวยงามกลับทำให้พวกเขามีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น บุคลิกภาพดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขซึ่งนั่นน่าจะเป็นหนึ่ง
ในหน้าที่ของทันตแพทย์ ที่นอกจากจะช่วยฟื้นฟูสภาพทางร่างกายแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กับผู้ป่วยอีกด้วย
สิ่งสำคัญก่อนที่เราจะเริ่มให้การรักษากับผู้ป่วยคือ การตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษา ผู้ป่วยจะต้องมีสภาพอวัยวะปริทันต์ที่สมบูรณ์ที่สุด
ก่อนที่จะรักษาด้านความสวยงาม ดังนั้นผู้ป่วยอาจต้องการการรักษาอื่นๆก่อน เช่น การผ่าตัดกระดูก การผ่าตัดร่นแผ่นเหงือก การแก้ไขระดับ
ความสูงของเหงือกการเสริมกระดูก ในบางครั้งอาจต้องให้การรักษาด้วยการจัดฟันก่อนเพื่อให้ฟันอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องทำให้การรักษาเพื่อ
ความสวยงามไม่ต้องทำลายเนื้อฟันมากนัก นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความคิดเห็นและความคาดหวังของผู้ป่วย สิ่งใดที่ผู้ป่วยคิดว่า
สำคัญที่สุดการใช้งาน ความสวยงาม หรือค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยควรได้รับทราบทางเลือกในการรักษา ค่าใช้จ่าย เวลาที่ใช้และการรักษานั้นมี
ความรุนแรงแค่ไหน ทันตแพทย์ควรเป็นผู้แนะนำทางเลือกและให้ผู้ป่วยเป็นผู้ตัดสินใจ ดังนั้น บทความนี้จึงได้รวบรวมวิธีการรักษาและบูรณะ
ความสวยงามให้กับผู้ป่วยเพื่อเป็นทางเลือกให้กับทันตแพทย์ในการตัดสินใจใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด
วิธีการรักษาและบูรณะฟันเพื่อความสวยงามให้กับผู้ป่วย
Bleaching : การฟอกสีฟัน
ปัจจุบันนี้การฟอกสีฟันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นหนึ่งในวิธีการแก้ไขความสวยงามให้กับผู้ป่วยที่ทันตแพทย์มักจะคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ
เนื่องจากเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพปลอดภัย และสูญเสียเนื้อฟันน้อยที่สุด การตัดสินใจว่าจะทำการฟอกสีฟันหรือไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วย
ความรุนแรงของสีที่เปลี่ยนแปลงจำนวนฟันที่ต้องการแก้ไขถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยต้องทำ Crown หรือ Veneer อยู่แล้ว การฟอกสีฟันอาจไม่จำเป็น
ยกเว้นในกรณีที่ต้องการให้สีฟันอ่อนลงก่อนทำงาน All Ceramic เพื่อให้ได้สีฟันที่สวยมากขึ้น
การฟอกสีฟันนั้น อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การฟอกสีฟันที่มีชีวิต และการฟอกสีฟันที่ไม่มีชีวิตการฟอกสีฟันที่มีชีวิต (Case:A1)
นั้น อาจทำโดยทันตแพทย์ในคลินิกทันตกรรม หรือการฟอกสีฟันโดยผู้ป่วยนำกลับไปทำเองที่บ้าน สารที่ใช้ในการฟอกสีฟันนั้นส่วนใหญ่จะเป็น
Hydrogen Peroxide หรือ Carbamide Peroxide ความเข้มข้นขึ้นกับเทคนิคที่ใช้ในการฟอกสีฟันในผู้ป่วยที่มีปัญหาสีฟันเป็นสีเทาเข้มมาก
หรือเกิดการเปลี่ยนสีจากยา Tetracycline จะทำให้การตอบสนองต่อการฟอกสีฟันน้อยมาก และในบางกรณีที่ควรหลีกเลี่ยงให้การรักษาผู้ป่วย
ด้วยการฟอกสีฟัน คือ กรณีที่ผู้ป่วยมีประวัติเสียวฟันมาก, วัสดุอุดฟันรั่วไม่ได้รับการแก้ไข, มีรอยร้าวในตัวฟัน, มีโพรงประสาทฟันขนาดใหญ่
และผู้ป่วยที่ไม่ให้ความร่วมมือ สำหรับการฟอกสีฟันที่ไม่มีชีวิต (Case:A2)นั้น วิธีที่นิยมใช้
กันมากในปัจจุบันคือ วิธี Walking Bleach
ด้วยสาร Sodium Perborate ซึ่งใช้ง่ายและปลอดภัย ในบางกรณีเราอาจต้องทำการฟอกสีฟันทั้งที่ไม่มีชีวิต และมีชีวิตร่วมกันเพื่อแก้ไข
ความสวยงามให้กับผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม เราควรให้การรักษาผู้ป่วยด้วยความระมัดระวัง เพื่อลดผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด เลือกวิธีการที่เหมาะสม
กับผู้ป่วยและมีการสื่อสารที่ดี ถูกต้องและชัดเจน เพื่อให้การรักษาของเราประสบผลสำเร็จ
Microabrasion
การรักษาวิธีนี้เป็นการแก้ไขสีฟันที่เปลี่ยนแปลงโดยการกรอเฉพาะส่วน Enamel บริเวณเล็กๆ ที่มีสีเปลี่ยนแปลง โดยอาจใช้ Rubber Cup
ร่วม Pumice และกรด เช่น Hydrochloric Acid ขัดบนฟันที่ใส่ Rubber Dam ไว้หรืออาจใช้ Water Spay ในบางครั้งอาจใช้วิธีนี้
ร่วมกับการฟอกสีฟันหรือการอุดฟัน (Case:B1) ขึ้นกับความลึกของสี่เปลี่ยนแปลงไป วิธีนี้มักใช้ในรอยโรคที่เป็นจุดสีขาว
หรือสีน้ำตาลในชั้นผิวฟันที่เกิดจาก Fluorosis
Cosmetic Recontouring
การเปลี่ยนแปลงรูปร่างฟันเพื่อความสวยงามนั้น สามารถใช้ได้ในหลายกรณี เช่น เปลี่ยนรูปร่าง Enamel, มนส่วนปลายฟัน, กรอเปิดช่องว่าง
ระหว่างฟัน, ลดผิวฟันส่วนที่ยื่นมากกว่าส่วนอื่นๆการเปลี่ยน Line Angle ของฟันนั้น อาจใช้ Small Flame-Shaped Medium Diamond Bur
ตามด้วย Carbide Bur จากนั้นขัดด้วย Polishing Disk หรือ Abrasive Stripe หรือใช้ Rubber Polishing Wheel
Direct Tooth Colored Restoration
วิธีการบูรณะและแก้ไขความสวยงามให้กับผู้ป่วยโดยตรงในช่องปากด้วยการใช้วัสดุอุดฟันที่มีสีเหมือนฟันธรรมชาติ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม
มากเนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายค่าใช้จ่ายไม่สูงวัสดุที่ใช้มีหลายชนิด เช่น GI Cement, Resin Modified Glass Ionomer Cement, Compomer,
Giomer แต่วัสดุที่เป็นที่นิยมที่สุด ได้แก่ Composite Resin เนื่องจากมีสีใกล้เคียงกับสีฟันธรรมชาติ มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะใช้ได้ทั้งใน
ฟันหน้า(Case:B2) และฟันหลัง วิธีการนี้สามารถใช้แก้ไขได้ในกรณี Class III, IV, V Restoration, การปิด Diastema,การแก้ไขฟันที่หม่นหรือ
ซ้อนเกฟันที่เป็น Fluorosis หรือ Hypoplastic Enamel, การอุดฟันหลังในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการ แต่ต้องเป็นกรณีที่ Cavity มีขนาดเล็กถึงปานกลาง
ถ้า Cavity มีขนาดใหญ่ควรพิจารณาวิธี Indirect Tooth Color Filling นอกจากนี้ยังมีการใช้Composite Resin ในการทำ
Direct Composite Veneer ได้แต่มักจะพบปัญหาตามมาในเรื่องการสึกกร่อนของวัสดุการแต่งรูปร่างฟันทำได้ยาก การรั่วซึมตามขอบและ
การติดสีง่ายแต่มีข้อดีคือค่าใช้จ่ายไม่สูง และสามารถซ่อมแซมได้ง่ายสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งของวิธีนี้คือต้องควบคุมขั้นตอนการทำงาน
ให้ถูกต้องควบคุมความชื้นให้ดีเพื่อป้องกันให้เกิดผลข้างเคียงที่น้อยที่สุดไม่ว่าจะเป็นPostoperative Sensitivity, วัสดุอุดฟันหลุดหรือมีการรั่วซึม
ตามขอบและทำให้งาน ของเรามีคุณภาพและสวยงามตามที่ผู้ป่วยต้องการ
Indirect Tooth Colored Restoration ( Inlay,Onlay )
วิธีนี้เป็นการบูรณะและแก้ไขความสวยงามให้กับผู้ป่วย โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างในคลินิกและนอกคลินิก โดยวิธีนี้มักจะใช้ในกรณีฟันหลัง
ที่มีการสูญเสียเนื้อฟันมากจนไม่สามารถบูรณะโดยตรงในช่องปากและผู้ป่วยต้องการวัสดุที่มีสีเหมือนฟันธรรมชาติวิธีการนี้ทำให้การบูรณะได้ผลที่ดี
เนื่องจากวัสดุมีความแข็งแรงกว่า, รูปร่างดีกว่า, สีสวยกว่าการอุดฟันโดยตรงในช่องปากวัสดุที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มี 2 ชนิด คือ Composite และ
Ceramic สำหรับ Composite Resin มีข้อดีคือ ค่าใช้จ่ายต่ำ ซ่อมแซมได้ง่าย ไม่ทำลายฟันคู่สบ ขัดแต่งได้ง่ายและมีความเรียบมันแต่มีข้อเสีย คือ สึกกร่อนได้ง่าย มีโอกาสรั่วซึมตามขอบสูง ติดสีง่าย ในขณะที่ Ceramic (Case:C1,C2,C3,C4) มีข้อดี คือ มีความแข็งแรงสูงสวยงามเหมือน
ธรรมชาติมากกว่า,ต้านทานการสึกกร่อนได้ดี, ติดสียาก แต่ก็มีข้อเสีย คือ ซ่อมแซมยากหากเกิดการแตกหัก, ขั้นตอนการผลิตยุ่งยากกว่า
และค่าใช้จ่ายสูง
Indirect Veneer
การทำ Veneer คือการบูรณะแก้ไขความสวยงามของผู้ป่วยโดยการเคลือบผิวหน้าฟันของผู้ป่วยด้วยวัสดุสีธรรมชาติ ซึ่งเราจะเลือกใช้
ในกรณีที่ฟันมีสีคล้ำมากการรักษาด้วยการฟอกสีฟันหรือการทำMicro Abrasion ไม่ได้ผลต้องการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง (Case:D2,D3)
หรือการเรียงตัว (Case:D4,D5) ของฟันที่มีความผิดปรกติแต่ไม่มากจนเกินไป แต่ในบางกรณีเราไม่สามารถบูรณะด้วยVeneer ได้เช่น
ฟันมีการเปลี่ยนสีมาก ผู้ป่วยมีนิสัยนอนกัดฟัน หรือกัดเน้นฟัน ฟันมีการแตกหักหรือมีฟันผุขนาดใหญ่ และในกรณีที่เราไม่สามารถหรือสร้าง
ให้เกิดความสวยงามได้การทำ Veneer ในปัจจุบันนี้แบ่งเป็น 2 วิธีหลักๆ คือ Composite Veneer และอีกวิธีที่ได้รับความนิยมมาก คือ
Porcelain Veneer ซึ่งข้อดีของการใช้ Porcelain สำหรับงาน Veneer คือ ให้ความสวยงามที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากกว่า Composite
และ PFM Crown,สูญเสียเนื้อฟันน้อยกว่าการทำครอบฟัน, ทนทานต่อการสึกกร่อน, แข็งแรงกว่าและไม่เปลี่ยนสีเหมือนกับ Composite
(Case:D1) โดยรวมแล้วมีอายุการใช้งานที่นานกว่าการใช้ Composite แต่ก็ยังมีข้อเสียที่มีค่าใช้จ่ายสูงถ้ามีการแตกหัก การซ่อมแซ่ม
จะทำได้ยากกว่า Composite
All Ceramic Crown
ในกรณีที่จำเป็นจะต้องบูรณะด้วยการทำครอบฟันทั้งซี่ เราอาจพิจารณาเลือกใช้ครอบฟันชนิด All Ceramic Crown เนื่องจากอยู่ในบริเวณที่
ต้องการความสวยงามมาก หรือผู้ป่วยมีประวัติการแพ้โลหะ ซึ่งข้อดีของการใช้ครอบฟันเซรามิกทั้งซี่ คือ ให้ความสวยงามและเป็นธรรมชาติ
มากกว่า PFM Crown (Case:E1,E2) เข้ากันได้กับเนื้อเยื้อเหงือกไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือเนื้อเยื้อเกิดการเปลี่ยนสีลดการกรอฟันทาง
ด้านใกล้ริมฝีปากหรือใกล้แก้ม แต่มีข้อเสีย คือ ทำขอบให้แนบสนิทได้ยากกว่า มีความเปราะแตกหักง่าย ถ้าเตรียมฟันไม่ดีทำให้วัสดุบางเกินไป
หรือใช้ Traditional Dental Cement เป็นตัวยึด ในผู้ป่วยบางราย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครอบฟันชนิดเซรามิคทั้งซี่ เช่น ผู้ป่วยที่มี
Parafunctional habit,ไม่สามารถกรอเตรียมฟันให้มีความหนาเพียงพอ, ต้องใช้เป็น Abutment สำหรับ Removable Partial Denture
Porcelain Fused to Metal Crown
ครอบฟันชนิดโลหะเคลือบกระเบื้องนั้น เป็นที่ยอมรับและนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางและเป็นเวลานาน เนื่องจากเป็นวัสดุที่ให้ทั้งความแข็งแรง
และมีความสวยงาม ในบางครั้งอาจพบว่า ครอบฟันชนิดนี้ อาจประสบปัญหาทางด้านความสวยงาม เช่น เห็นขอบเหงือกเป็นสีเทาหรือดำ,
สีฟันดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ปัญหาเหล่านี้อาจแก้ไขได้ด้วยการทำขอบของครอบฟันมทางด้านใกล้ริมฝีปากให้เป็น Porcelain Margin รวมทั้งเลือกใช้โลหะที่มีตระกูล และเตรียมฟันให้มีความหนาเพียงพอที่จะสร้างให้เกิดความสวยงามอย่างไรก็ตาม ครอบฟันชนิดนี้สามารถ ใช้ได้ดีในกรณีที่ผู้ป่วยที่มีฟันสึกอย่างรุนแรง,ฟันแตก, มีการสึกของฟันจากการบดเคี้ยวที่ผิดปกติ เช่น Bruxing หรือ Clenching
และกรณีที่ต้องการสร้างระดับการสบฟันใหม่ (Case: F1,F2,F3,F4)
Implant (Case: G1,G2,G3,G4)
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการสูญเสียฟันไปแล้วนั้น การแก้ไขและบูรณะให้มีความสวยงามจำเป็นที่จะต้องทดแทนซี่ฟันที่สูญเสียไป โดยอาจทำใน
ลักษณะฟันปลอมถอดได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่อาจมีปัญหาเรื่องความสวยงาม และให้ความรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ หรืออาจทำเป็นฟันปลอม
ชนิดติดแน่น เช่น All-Ceramic Bridge หรือ PFM Bridge ซึ่งให้ความสวยงามที่ดีและให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่าแต่อาจต้องสูญเสีย
เนื้อฟันส่วนที่ดีไปบางส่วน นอกจากนี้ยังมีอีกวิธีหนึ่งซึ่งสามารถบูรณะฟันที่สูญเสียไป ให้ความสวยงามเป็นธรรมชาติ และไม่สูญเสียเนื้อฟัน
ข้างเคียงไป วิธีนี้ ได้แก่ การทำรากฟันเทียมปัจจุบันนี้ รากฟันเทียมเริ่มเข้ามามีบทบาท และได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากเหตุผลที่กล่าว
ไปแล้ว นอกจากนี้อัตราความสำเร็จสำหรับการทำรากฟันเทียมเพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไปเพียงซี่เดียวนั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่า 90%
แต่การรักษาด้วยวิธีนี้นั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ใช้เวลานาน และในบางครั้งอาจพบปัญหาที่เกี่ยวกับความสวยงามขึ้นได้
เช่น การฝังรากเทียมผิดตำแหน่ง, ระดับของขอบเหงือกอยู่สูงเกินไป, การสูญเสีย Interdental Papilla และครอบฟันมีขนาดและรูปร่างไม่
เหมาะสมดังนั้นหากจะตัดสินใจบูรณะ แก้ไขความสวยงามด้วยรากฟันเทียม ควรมีการตรวจวินิจฉัย วางแผนการรักษา เลือกเทคนิค
วิธีที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ความสวยงามที่มากที่สุดสำหรับผู้ป่วย
สรุป
การบูรณะและแก้ไขความสวยงามให้กับผู้ป่วยให้ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งสำคัญ คือ ทันตแพทย์ต้องรับรู้และเข้าใจความคาดหวังและ ความต้องการของผู้ป่วยปรับให้เข้ากับความเป็นไปได้ในการรักษาความสามารถของทันตแพทย์ และสภาวะค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการตรวจวินิจฉัย และวางแผนการรักษาที่ดี มีการสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างถูกต้องชัดเจนมีการเสนอ
ทางเลือกให้กับผู้ป่วยรวมทั้งทางเลือกที่ทันตแพทย์คิดว่าเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด จากนั้นจึงให้ผู้ป่วยเป็นผู้ตัดสินใจ โดยมีทันตแพทย์
เป็นผู้ให้คำปรึกษาการตัดสินใจวางแผนการรักษาให้กับผู้ป่วยควรเริ่มต้นจากวิธีที่ทำให้สูญเสียฟันน้อยที่สุดก่อน เช่น การฟอกสีฟัน
หรือการทำ Microabrasion แต่ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาฟันเปลี่ยนสีมาก การเรียงตัวของฟันไม่เหมาะสมจึงพิจารณาเลือกวิธีการแก้ไขที่
ทำให้สูญเสียฟันมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความกังวล ต้องการให้ชิ้นงานอยู่ได้เป็นเวลานานหรือ ต้องมีการแก้ไขความสวยงามในระดับสูง
มักจำเป็นต้องให้การรักษาที่มีความละเอียดรอบคอบเพื่อให้ตรงความต้องการของผู้ป่วยทันตกรรมเพื่อความสวยงาม ถือเป็นงานที่มีความจำเป็น
และสำคัญมากในปัจจุบัน เป็นความท้าทายสำหรับทันตแพทย์ เนื่องจากวัสดุและวิธีการมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นการยากที่จะติดตาม
ให้ทันอยู่ตลอด ดังนั้นทันตแพทย์จึงควรที่จะศึกษาและติดตามความรู้เกี่ยวกับวัสดุและวิธีการใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเพื่อให้
การทำงานในคลินิกของเราประสบผลสำเร็จและเป็นที่พึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ป่วย
|
|